เว็บไซต์ข่าว technewsworld เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการโจมตีจาก Ransomware ที่มีแนมโน้มจะเพิ่มขึ้น จากการที่ธุรกิจต่าง ๆ ที่โดนยอมจ่ายเงินให้กับเหล่าแฮคเกอร์
โดยระบุ Ransomware ในปี 2018 นั้นจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มจะถี่มากขึ้น โดยปัจจัยหลัก ๆ มาจากการจ่ายเงินซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ให้กับเหล่าแฮคเกอร์
โดยเมื่อไม่นานมานี้เราได้เห็น Uber จ่ายเงินจำนวน 100,000 ดอลล่าห์เพื่อปิดปากแฮกเกอร์ ที่ขโมยข้อมูลลูกค้าและคนขับแท็กซี่ทั่วโลก มากถึง 57 ล้านคน และเวลาใกล้ ๆ Hancock Health โรงพยาบาลในสหรัฐอเมริก็ได้จ่ายเงินประมาณ 5 หมื่นดอลล่าร์เพื่อปลดล๊อคระบบเน็ตเวิร์คให้กลับมาทำงานปกติ
ผลสำรวจของไอบีเอ็มยังพบว่า 70 % ของบริษัที่ได้รับผลกระทบจาก Ransomware มีการจ่ายเงินให้กับอาชญากรแทบทั้งสิ้น ซึ่งองค์กรจำเป็นต้องกู้คืนข้อมูลจากแฮคเกอร์พร้อมทั้งปิดปากไม่ให้บริษัทนั้นเสื่อมเสียชื่อ
ในกรณีที่องค์กรโดนโจมตี คุณควรคิดให้ถี่ถ้วนว่าเงินที่จะจ่ายไปนั้นคุ้มกับข้อมูลที่เสียไปหรือเปล่า ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฎิบัติหน้าที่จำเป็นต้องทราบถึงข้อเสียและสิ่งที่ควรรู้ในกรณีที่จะต้องจ่ายเงินให้กับแฮคเกอร์ว่ามันไม่เพียงแค่จ่ายแล้วก็จบ
ประการแรก คุณควรรู้ว่า แฮคเกอร์ไม่ได้รับประกันว่าเขาจะทำอย่างที่เขาบอก ถึงแม้เราจะจ่ายเงินไปแล้ว ซึ่งนั่นจะเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่ขึ้นไปอีก
ประการที่สอง ถ้าคุณจ่ายเงิน องค์กรของคุณจะอยู่ใน Top list การเป็นเป้าการโจมตีจากแฮคเกอร์รายอื่น ๆ นั่นก็เพราะว่า “คุณจ่าย” มันจึงคุ้มถ้าเหล่าแฮคเกอร์จะโจมตีคุณ
ในที่นี้ เราอาจจะต้องยกเว้นถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตคน เช่นในโรงพยาบาล Hancock Health ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อให้ระบบเน็ตเวิร์คกลับมาทำงานได้ปกติ ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินได้ เพราะยังไงชีวิตของผู้ป่วยย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด ๆ
แล้วจะป้องกันได้อย่างไร?
แน่นอนว่าองค์กรหลายแห่งหากไม่เจอการโจมตีสักรอบก็คงไม่ได้ให้ความสำคัญสักเท่าใด แต่จะดีกว่าหากเตรียมแผนรับมือไว้บ้าง ซึ่งการป้องกันการโจมตีจาก Ransomware อาจจะไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบให้ใหญ่โตมากนัก เพียงแค่มีระบบสำรองข้อมูลไว้ในทุกๆ วัน หรือมีระบบสำรองไว้รันต่อได้ในกรณีที่โดนปิดระบบเน็ตเวิร์ค